รีวิวภูกระดึง 3 วัน 2 คืน ครบจบในที่เดียว ด้วยงบแค่ 3000 บาท

0
1662

รีวิวภูกระดึง 3 วัน 2 คืน ครบจบในที่เดียว ด้วยงบแค่ 3000 บาท

การเดินทางครั้งนี้เราตั้งใจไปพิชิตภูกระดึง ครั้งที่ 2 ในรอบ 4 ปี หลังจากที่เดินทางครั้งแรกนั้นเราก็ได้บอกกับตัวเองว่า เราจะกลับมาที่นี่อีกครั้งในเวลาที่เหมาะสม และล่าสุด อุทยานภูกระดึงแห่งชาติเปิดให้ขึ้นเมือวันที่ 1 ตุลาคม จนถึง 30 กันยายนของทุกปี เริ่มขึ้นได้ตั้งแต่เวลา 07.00-14.00 น. เราก็ได้เลือกเดินทาง ในวันที่ 7-9 พ.ย 2563 ที่ผ่านมา เราเลือกเดินทางแบบขับรถส่วนตัวไป จาก กทม-เลย ระยะทาง 497 กิโลเมตร ใช้เวลา 7 ชั่วโมง

7 พ.ย EP 1 เดินทางขึ้นภู

ภูกระดึงตั้งอยู่บนความสูง 1200 เมตรจากระดับน้ำทะเล ทำให้มีความหนาวเย็นตลอดทั้งปี ในช่วงฤดุอาจถึง 0 ถึง -1 องศากันเลยทีเดียว หลายคนคงใฝ่ฝันที่อยากเป็นหนึ่งในนั้น คือใฝ่ฝันที่จะมา ร่วมพิชิตฝัน ท้าทายความแข็งแรงของร่างกายและใจที่ภูกระดึง รวมถึงสมาชิคของเราด้วยเช่นกัน การเดินทางครั้งนี้ เรามีผู้ร่วมชะตากรรม 3 คน รวมเราด้วย หนึ่งในนั้นคือ เพื่อนสนิทครั้งแรกของเขา และ ป้าคนหนึ่ง ผู้ที่มีฝันจะมา พิชิตภูกระดึง ตั้งแต่ อายุ 15 ปี จนถึงวันนี้ อายุ 45 ปีแล้ว และเขาก็ได้มาสานฝันในวันนี้

คนนี้แหละ เขาชื่อป้าแต๋ว

เราเตรียมตัว ขึ้นภูกระดึง โดยลงทะเบียนและจ่ายเงินให้กับบ้านพักทางอุทยาน ที่เราทำการจองไว้ล่วงหน้า 1 เดือน เมื่อลงทะเบียนเสร็จก็ไปที่อาคารหมายเลข 4 เพื่อทำการฝากสัมภาระกับลูกหาบ เอาละนักเดินทางอย่างเราก็ เตรียมตัวเตรียมใจพา เพื่อนของเราไปล่าฝันของพวกเขาได้แล้ว พวกเราเริ่มต้นด้วยการเดินทาง ในเวลา 10.30 น.ระยะทางอย่างน้อยที่เราต้องเดินในวันนี้ รวมแล้ว 9 กม เป็นทางขึ้นเขา 5.5 กม และทางราบ 3.5 กม.

ระยะทางกิโลเมตร แรกยังได้ยินเสียงเจี๊ยวจ้าวจากสมาชิคและรอยยิ้มมาเป็นระยะๆ และหลังจากนั้นได้ยินเสียงโฮ๊ โหวววว มาตลอดเส้นทางก่อนถึง ซำแฮ๊ก เป็นซำแรกที่ไว้ลองใจ และปลอบใจผู้ร่วมทาง ฮ่าๆ เพราะมักมีคำพูดจากเราว่า หึย มันยาก มันลำบากแค่ซำนี้แหละ เดี๋ยวพอผ่านซำนี้ไปได้ มันก็ไม่โหดแล้ว จริงๆแล้วเรารู้กับใจ ว่ามันโหดตลอดเส้นนั่นแหละ ฮ่าๆ เราขอโต๊ดดด เด้อ วันนี้มีคนขาลากแน่นอน

มื้อนี้กันที่ซำแฮ๊ก เพราะอาหารเช้าที่ทานมาดูเหมือนมันจะย่อยสลายไปหมดแล้ว เอาละยังคงเดินทางต่อกันไปเรื่อยๆ หันมาอีกครั้ง เอ้าเพื่อนหายไปหมดแล้วแต่ยังคงได้ยินเสียงแว่วๆผ่านมา ไปก่อนเลย เจอกันด้านบน และผู้คนที่เดินผ่านพร้อมคำปลอบใจ อีกนิดน๊า ใกล้ถึงแล้ว ถึงเราจะรู้ว่ามันไม่ใช่ความจริง แต่ก็มีกำลังใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

กินตลอดเส้นทาง ฮ่า เตรียมเงินมาเยอะๆนะ

จนในที่สุดเราก็ถึงบนยอดภู ผ่านไป 5.5 กิโลเมตร หูยมันดีกว่าที่คิด เหงื่อที่ดูเปียกปอนปะทะกับอากาศที่หนาวเย็นระเยือก มันทำให้รู้เลยว่ามันคุ้มค่าสุดๆ ระหว่างที่รอป้า ผู้พิชิตฝันของเขา เพื่อเดินทางต่อไป ที่พักวังกวางอีก 3.5 กิโลเมตร ก็ลั่นชัตเตอร์ไปก่อนเรื่อยๆ

ท่ามกลางผู้คนที่เดินสวนกันไปมา ซักพักก็มีเสียงเฮ๊ๆ ดังมาจากข้างหลัง เย๊ ป้า มาถึงแล้ว พร้อมกับรอยยิ้มที่ดูมีความสุขจริงๆ ป้าเขามีเพื่อนร่วมทางใหม่ๆเดินทางด้วยเยอะเลย พร้อมกับพูดคุยหัวเราะกัน เหมือนรู้จักกันมานาน นี่แหละนะ ที่เค้าเรียกว่าอุดมการ์ณเดียวกัน แค่ยิ้มก็เข้าใจแล้วละ ที่สำคัญใช้เวลาไม่นาน ป้าสุดยอดจริงๆ ( เราเดินทางจากตีนภู 10.30 น. และถึงยอดภูในเวลา 15.30 น. )

และพวกเราก็เดินทางต่อมาจนถึงที่พัก ในเวลาต่อมาอีกไม่นาน ตอนแรกว่าจะชวนกันไป ชมพระอาทิตย์ตกที่ผาหมากดูก ซึ่งมีระยะทางห่างจากที่พัก 2.5 กิโลเมตร พวกเราก็เลือก ที่จะนั่งดูดดื่ม บรรยากาศที่เตาไฟจากร้านหมูกะทะแทน ฮ่าๆ ใจเราคงทะเลาะกับขาอยู่แหละ พักผ่อนกัน ที่ร้านปิ้งย่าง มีความสุขเหมือนกันนะ ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็น น้ำเต้าหู้ร้อน คงเป็นตัวเลือกที่ดีด้วยเช่นกัน กลับห้องพักไปใครแอบเอาน้ำแข็งมาใส่ถังน้ำเราน๊า

8 พ.ย EP 2 ล่าฝันที่ ผาหล่มสัก

มีเรื่องเล่าของเช้าวันใหม่

ก่อนนอนเราได้บอกกับทุกคนว่า พรุ่งนี้จะต้องรีบตื่นไปดูแสงแรกของวันที่ ผานกแอ่น ตอนตี 5 ไปพร้อมกับเจ้าหน้าที่เพราะเส้นนี้ช่วงเช้าๆของวันจะมี ช้าง ออกมาทักทายนักท่องเที่ยวก็เป็นได้ และ แล้วนาฬิกาปลุกก็ดังขึ้นตอน 4.30 น มือก็ปิดนาฬิกาโดยด่วน เนื่องจากอากาศที่หนาวเย็น และอยากนอนต่อ แต่แล้วอยู่ก็ลุกขึ้นมาในเวลา ตี 5 พร้อมกันได้ยินเสียงก็อกแก้ก และแสงรำไรจากไฟฉาย เหลือบไปเห็น ป้านั่งแต่งตัวท่ามกลางความมืด เพื่อรอให้เราตื่นและพาไปชมพระอาทิตย์ โอ๊ยยย ถ้าไม่ลุกขึ้นจากที่นอนนี้ ความรู้สึกผิดคงติดอยู่ในใจไปเรื่อยๆ แต่สุดท้าย เราก็พาทุกคนเดินตามหลัง มาดูแสงแรกของวันจนสำเร็จ อาจจะช้าหน่อย แต่ก็สวยแบบที่เห็นแหละ

ระยะทาง ไปผานกแอ่น 2.5 กม รวมไปกลับ 5 กม

หลังจาก ชมแสงแรกของวัน ก็กลับมายังที่พัก ทานมื้อเช้าให้เรียบร้อย เพื่อเตรียมตัวเดินทางต่อ ไปยังจุดหมายของเราในวันนี้ คือ ผาหล่มสัก ไปชมแสงสุดท้ายของวันนี้ แต่เราจะเดินทางกันด้วยจักรยาน เพราะวันนี้เราต้องเดินทางไปยังจุดหมาย รวมๆ มากกว่า 25 กิโล น่าจะได้นะ

เริ่มต้นด้วยการเช่าจักรยาน รับบัตรคิวเช็ครถเรียบร้อยก็ออกเดินทางกันเลย สภาพพื้นดินเป็นพื้นทรายบ้าง โคลนบ้าง เนินสูงๆบ้าง ลาดชันบ้าง เราจึงเลือกจักรยานล้อใหญ่ เพื่อสะดวกในการลุยครั้งนี้ เริ่มต้นปั่นกันมาเรื่อยจนถึง ลานพระกราบไหว้กันเสร็จก็ออกเดินทาง ต่อไปเรื่อยๆ จนถึงสระอโนดาต พวกเราไ่ม่รอช้า ที่จะปั่นไปต่อเรื่อยๆ จนถึงผาถัดๆไป

น้ำแข็งใสช่วยได้ในสภาพเช่นนี้ แวะกินกันทุกๆผาไปเลย เราว่ามองว่ามันสนุกและเป็นการออกกำลังกายที่เยี่ยมสุด ได้มองทั้งวิว ทั้งผู้คนหลากหลาย ที่เดินสวนทางกัน คนจำนวนมากเลือกที่เดินไป ยังจุดหมายของพวกเขา นับถือน้ำใจเลยละ เพราะมันไม่ใกล้นะ บอกเลย

ในที่สุดเราก็มาถึง ด้วยความทุลักทุเล ที่ผาหล่มสักในเวลา เพียง 14.40 น แต่อากาศเริ่มหนาวเย็นมาก และมีคนจำนวนไม่น้อยที่ นอนรอ นั่ง อยู่ตรงหน้าผานี้

ระหว่างรอ ชมแสงสุดท้ายของวัน เราเดินตรงดิ่งเข้าไปที่ร้านกาแฟแห่งนึง บนเส้นเลียบหน้าผา เป็นร้านเล็กๆ แต่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดและเสน่อย่างเหลือล้น เอ้าซิ เดินเข้าไปสั่ง ชานมเย็น โกโก้ และ ชามะนาว คุณลุงเจ้าของร้าน ผู้อารมณ์ดี และกวนๆเล็กน้อย (แต่น่ารักนะ )

เรื่องราวเหล่านี้ก็เกิดขึ้นในร้านกาแฟ ร้านนี้นำเมล็ดเกรดดีของ สตาร์บัค มาใช้ ซึ่งน่าทึงมากจริงๆ ที่ร้านบนภูเขาแห่งนี้ เลือกที่จะใช้ของที่พรีเมี่ยมอย่างนี้ และหลังจากที่นั่งจน คุณลุงถามว่า ไม่ลุกขึ้นกันบ้างหรอ พวกเราพร้อมเสียงกันตอบว่า ไม่ค่ะ ฮ่าๆ ใครจะลุกขึ้น ที่ชาดเบ็ตก็ฟรี เพลงก็เพราะ น้ำก็อร่อยๆ คนขายก็อารมณ์ดี ไล่ก็ไม่ไปหรอกฮ่าๆ

คุณลุงสั่งข้าวได้ด้วยนะ จานใหญ่ต้องทานสองคนถึงจะหมด รสชาติอร่อย

และมิตรภาพดีๆ ก็เกิดขึ้นที่ร้านนี้ เรามีเพื่อนใหม่เพิ่มอีก หลายๆคนจากร้านนี้ มีเพื่อนสาวสองคน เทอนั่งอยู่ก่อนที่เราจะเดินมา และยังคงนั่งส่งยิ้มมาให้เรื่อยๆ จนกระทั่งพูดคุยกัน ถูกคอ เม้ามอย เทอชื่อ กลอย และ ฝน เป็นสาวอุบลธานี รวมหัวกัน หยอกเจ้าของร้านที่อารมณ์ดี และทราบว่าเขาถ่ายรูปได้สวยมากจริงๆ พวกเราเลยลงทุน ด้วยการเรียกลูกค้าและช่วยเสริฟน้ำให้กับเจ้าของร้านนี้ ( ติดศีลบนเฉย ) ร้านลุงลุงชื่อ CHOMPOOMAMEAW

จนกระทั่งเราเรียกลูกค้ากลุ่มหนึ่งที่มากันหลายคนเลยทีเดียว พอลุกค้ากลุ่มนี้เข้าร้าน เราก็จดออเดอร์ รับไปให้คุณลุง การพูดคุยก็เริ่มเกิดขึ้นเรื่อยกับลูกค้าของคุณลุงกลุ่มนี้ จนกระทั่ง เสียงหัวเราะก็เริ่มสนั่นลั่นร้าน เพราะพวกเราเริ่มแลกเปลี่ยนประสบการณ์ท่องเที่ยวและทำความรู้จักกันมากขึ้นกับพี่ๆ สุดท้ายเราก็ได้เพื่อนเพิ่มขึ้นมาอีก สองคน เค้าชื่อ พี่เพรชเป็นหนุ่ม สุขุม นุ่มลึก อารมณ์ดี เป็นหนุ่มแบงค์ และ พี่ไฮแท๊ก เป็นหนุ่มยิ้มหวาน ขี้เล่น ทำเกี่ยวกับการท่องเที่ยวยูทูปด้วยไรงี้ และเพื่อนของพี่ๆกลุ่มนี้ก็เป็นอารมณ์ดี แต่เราจำชื่อไม่หมดอ่า ดูรูปเอาละกัน

คุณลุงถ่ายให้ แชะเดียวจริงๆเด้อ รูปเราก็เลยเหมือนโดนคุณลุงแกงแหละดูออก

เอาละได้เวลาของแสงสุดท้ายเราก็ชวนกันไปถ่ายรูปที่ผาหล่มสัก ทุกคนต่างมีเป้าหมายเดียวกัน และคงเป็นใครไปไม่ได้เลย ที่ตื่นเต้นมากกว่าใคร คือคนที่เขามาล่าฝันของเขาแหละ ป้าแต๋วนั่นเอง เค้ามีความสุขเราก็มีความสุข ป้าแต๋วยืนรอคิว เพื่อที่จะให้ถ่ายรูป มุมยอดฮิตให้ อย่างไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย และใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสุขเปี่ยมล้น ส่วนเพื่อนสนิทของเรานั้น เทอชื่อปุ้ย นั่งถ่ายแล้วถ่ายอีกเช่นกัน มือถือของเรานั้นเต็มไปด้วย รูปถ่ายของเพื่อนๆ และเพื่อนใหม่ ด้วยน๊า

สองหนุ่ม มุมเดียวกัน เพื่อนใหม่เราเอง

เพื่อนใหม่ รวมแก๊ง

วันนี้เราคงมีความสุขมากพอ ที่ปั่นจักรยานกลับที่พัก อย่างมีความสุข ตอนปั่นจักรยานกลับที่พัก เราจะมีเจ้าหน้าที่ จากร้านเช่าจักรยาน คอยดูแลอย่างดี ปั่นกลับจนถึงที่พักด้วยความปลอดภัย ( เราแนะนำให้เช่าน๊า เพราะทั้งช่วยประหยัดพลังงานและยังปลอดภัยอีกด้วย )

เส้นทางขาไป ลานกางเต้น ลานพระรูป สระอโนดาต แล้วย้อนกลับมานิดนึง ไปทาง ผานาน้อย ผาจำศีล มาออกที่ผาแดง และตรงไป ที่ผาหล่มสัก ( เพราะทางไปผาเหยียบเมฆในวันนั้นเจ้าหน้าที่ไม่แนะนำ ) เนื่องจากสภาพทางโคลนไม่เหมาะกับจักรยาน ระยะทางขาไป น่าจะมากกว่า 14 กม.

และขากลับ เราใช้เส้นเลียบหน้าผาตรงยาวมาเลย หล่มสัก ผาเหยียบเมฆ ผานาน้อย ผาจำศีล ผาหมากดูก ลานกางเต้น ระยะทาง ประมาณ 15 กม.

กลับมาถึงที่พักยังมีพลังเหลือพอที่จะเดิน หาอะไรอุ่นๆใส่ท้องก่อนนอน และหลับไหลไปอย่างสนิท

9 พ.ย EP 3 วันนี้เดินทางกลับลงจากภู

ตื่นสายหน่อยเนอะ เพราะอากาศดีและเราไม่ได้รีบมาก เดินถ่ายรูปกันมาเรื่อยๆ จนกระทั่งถึง ตีนภูด้วยความปลอดภัยในเวลา 14.30 น พร้อมความทรงจำเรื่องราวของธรรมชาติอย่างเหลือล้น รับสิ่งของที่ลูกหาบแล้ว อาบน้ำเล้กน้อยจากอุทยาน เดินทางกลับ กทม ด้วยความเร็วสูง เพราะเช้าอีกวันเราต้องทำงานนะซิ

ถ้าถามว่าเรามีความสุขตรงไหนที่พาตัวเองไปลำบาก เราก็จะบอกว่านี่แหละคือความสุขของเรา ถ้าหากการเดินทางทำให้เราพบเจอสิ่งที่เรารัก ไม่ว่าจะเหน็ดเหนื่อยขนาดไหน แต่เราก็ยังหลงไหลและมีความสุขที่จะทำมัน #ภูกระดึงที่รัก การได้พบเจอผู้คนจำนวนมาก จะทำให้เราเข้าถึงมุมมอง ความคิด ทัศน์คติและการกระทำของผู้อื่นมากขึ้น

เวลาเที่ยวตามฤดูกาล

ธรรมชาติดิบ สีเขียว ช่วง ตุลาคม-พฤศจิกายน

ใบเมเปิลเปล่งสีแดงเต็มต้นในฤดูหนาว ช่วง ธันวามคม-มกราคม

อยากดูดอกไม้ ดูทางช้างเผือกดวงดาวอร่ามท้องฟ้า ช่วง กุมภาพันธ์-พฤษภาคม

การเตรียมตัวและรายละเอียดเล็กน้อย

ฟิตร่างกายมาหน่อยน๊า เพราะระยะทางน่าจะมีผลต่อขา

ไฟฉายเป็นสิ่งสำคัญ ยาต่างๆ โดยเฉพาะยาคลายกล้ามเนื้อ ควรพกติดกระเป๋า สเปรย์กันยุง กันทาก

รองเท้าควรเป็นคู่โปรดหรือคู่ที่ใส่สบายที่สุด

อุทยานภุกระดึงแห่งชาติ ตั้งอยู่ ตำบล ศรีฐาน อำเภอ ภูกระดึง จังหวัดเลย

อัตตราค่าบริการ

ค่าเข้าอุทยานคนละ 40 บาท พื้นที่กางเต้น 30 บาท/คน/คืน ค่าเช่าเต้น 225 บาท/คืน บ้านพักอุทยานราคาแตกต่างกันไปแต่ละหลัง

( เราเช่าบ้านพัก คืนละ 1000 บาท 2 คืน นอนได้ 6 คนนะ )

ค่าประกันคนละ 10 บาท ค่าลูกหาบ กิโลละ 30 บาท

ค่าเช่าจักรยาน คันละ 410 บาท/คัน

ค่าชาดเบ็ต มือถือ 20 บาท และพาวเวอร์แบ็ง 40 บาท

ค่าใช้จ่ายส่วนตัว โดยประมาณ

น้ำมันรถไปกลับ 1840 /3 คน

บ้านพัก 2000/ 3 คน

ค่าจักรยาน 1230/ 3 คน

ค่ากินประมาณ 1500/คน บาท กินทุกซำฮ่าๆ และรวมระหว่างทาง

รวมๆทริปนี้ ค่าใช้จ่ายประมาณ 3190 บาท/คน

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here